อากาศร้อนจัดในประเทศไทยทำให้ “ฮีทสโตรก” (Heat Stroke) เกิดขึ้นได้ง่ายกว่าที่คิด โดยเฉพาะคนที่ทำงานกลางแจ้ง ออกกำลังกายหนัก หรือดื่มน้ำน้อย ภาวะนี้ไม่ใช่แค่ “เพลียแดด” แต่เป็นภาวะฉุกเฉินที่อาจอันตรายถึงชีวิตหากช่วยเหลือไม่ทันเวลา บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจอาการเตือน สาเหตุ วิธีปฐมพยาบาล และการป้องกันอย่างถูกต้อง หากสงสัยฮีทสโตรกหรือมีอาการรุนแรง ควรโทร 1669 หรือไปโรงพยาบาลทันที
ฮีทสโตรก คืออะไร?

ฮีทสโตรก (Heat Stroke) คือภาวะที่ร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนได้ทัน จนอุณหภูมิแกนกลางร่างกายสูงผิดปกติ (มักมากกว่า ~40°C) และเริ่มเกิดความผิดปกติของระบบประสาท เช่น สับสน พูดไม่รู้เรื่อง หมดสติ หรือชัก ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์
โดยทั่วไป ภาวะจากความร้อนมักแบ่งเป็น 2 กลุ่มที่คนสับสนบ่อย
- เพลียแดด/หมดแรงจากความร้อน (Heat Exhaustion): มักยังรู้สึกตัวดี แต่เพลียมาก เหงื่อออกมาก หน้ามืด คลื่นไส้ ชีพจรเร็ว อาจมีตัวเย็นชื้น
- ฮีทสโตรก (Heat Stroke): อาการหนักกว่า มีความผิดปกติทางสมอง/ระบบประสาท และเสี่ยงอวัยวะล้มเหลว ต้องเร่งลดอุณหภูมิและส่งโรงพยาบาล
ทำไมฮีทสโตรกจึงเกิดขึ้น? สาเหตุหลักและปัจจัยกระตุ้น
ร่างกายระบายความร้อนผ่านการขยายหลอดเลือดที่ผิวหนังและการขับเหงื่อ แต่เมื่อความร้อนที่ได้รับ “มากเกินไป” หรือ “ระบายออกไม่ทัน” จะทำให้อุณหภูมิสะสมจนเกิดฮีทสโตรกได้ ปัจจัยสำคัญ ได้แก่
1) อากาศร้อนจัด + ความชื้นสูง
เมื่อความชื้นสูง เหงื่อระเหยยาก ร่างกายจึงเย็นลงได้ไม่ดี แม้อยู่ในที่ร่มก็ยังเสี่ยงหากอากาศอบอ้าวมาก
2) ออกแรง/ทำงานหนักกลางแดด (Exertional Heat Stroke)
พบบ่อยในนักกีฬา ทหาร คนงานกลางแจ้ง เพราะร่างกายผลิตความร้อนเพิ่มจากการเผาผลาญขณะออกแรง
3) ดื่มน้ำน้อยหรือเสียเหงื่อมากจนขาดน้ำและเกลือแร่
การขาดน้ำทำให้เหงื่อลดลง เลือดข้นขึ้น การไหลเวียนลดลง ส่งผลให้ระบายความร้อนได้แย่ลง
4) ปัจจัยส่วนบุคคล/โรคประจำตัว/ยา
กลุ่มที่ควรระวังเป็นพิเศษ
- ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก
- โรคหัวใจ ความดัน เบาหวาน โรคไต
- ผู้ที่นอนน้อย พักผ่อนไม่พอ ดื่มแอลกอฮอล์
- ยาบางชนิดอาจกระทบการขับเหงื่อหรือสมดุลน้ำ (ควรปรึกษาแพทย์/เภสัชกรหากจำเป็นต้องทำงานในที่ร้อน)
5) เสื้อผ้าหนาทึบ ระบายอากาศไม่ดี หรืออยู่ในที่อับร้อน
เช่น อยู่ในรถที่ปิดกระจก ห้องที่ไม่มีลม/ไม่มีแอร์ ทำให้ความร้อนสะสมอย่างรวดเร็ว
อาการฮีทสโตรก: สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
อาการมักเกิดเร็ว โดยเฉพาะขณะอยู่กลางแดดหรือออกแรงหนัก หากพบอาการต่อไปนี้ให้คิดถึงฮีทสโตรกไว้ก่อน
สัญญาณอันตราย (ควรเรียกรถพยาบาล/ไปโรงพยาบาลทันที)
- สับสน พูดไม่ชัด ตอบสนองช้า: เป็นจุดต่างสำคัญ เพราะสะท้อนว่าความร้อนกระทบสมองแล้ว
- หมดสติ หรือชัก: ถือเป็นภาวะฉุกเฉิน ต้องช่วยเหลือทันที
- ตัวร้อนมาก: อาจร้อนแห้ง หรือบางรายยังมีเหงื่อได้ โดยเฉพาะแบบออกแรง
- หัวใจเต้นเร็ว หายใจเร็ว: ร่างกายพยายามระบายความร้อนและชดเชยภาวะเครียด
- ปวดศีรษะรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน: อาจเป็นสัญญาณว่าร่างกายเริ่มเสียสมดุลมาก
อาการเริ่มต้นที่ควรรีบพักและประเมิน
- อ่อนเพลียมาก หน้ามืด จะเป็นลม
- ตะคริวจากความร้อน (มักสัมพันธ์กับการเสียเกลือแร่)
- กระหายน้ำจัด ปากแห้ง ปัสสาวะน้อย/สีเข้ม
หากเริ่มมี “อาการทางสมอง” เช่น มึนงง สับสน เดินเซ ให้ยกระดับความเร่งด่วนเป็นฮีทสโตรกทันที
วิธีปฐมพยาบาลฮีทสโตรกที่ถูกต้อง (ทำทันที ระหว่างรอส่งโรงพยาบาล)

หลักสำคัญคือ โทรขอความช่วยเหลือ + ลดอุณหภูมิร่างกายให้เร็วที่สุด
ขั้นตอนปฏิบัติ (ทำตามลำดับ)
1) ย้ายเข้าที่ร่ม/ที่อากาศถ่ายเททันที
หยุดกิจกรรม นำผู้ป่วยออกจากแดดและความร้อนเพื่อลดการเพิ่มอุณหภูมิอย่างต่อเนื่อง
2) โทร 1669 (หรือพาส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว)
ฮีทสโตรกต้องได้รับการรักษาและเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนในโรงพยาบาล ไม่ควรรอดูอาการเอง
3) ถอดหรือคลายเสื้อผ้าที่รัดแน่น และเริ่มทำให้ตัวเย็น
วิธีที่ทำได้และได้ผลดี ได้แก่
- พัดลม/โบกพัดร่วมกับพรมน้ำ: ช่วยเร่งการระเหยคล้ายการทำงานของเหงื่อ
- ประคบเย็น/ถุงน้ำแข็ง บริเวณคอ รักแร้ ขาหนีบ: จุดที่มีหลอดเลือดใหญ่ ช่วยลดความร้อนได้เร็ว
- หากทำได้อย่างปลอดภัยในผู้ที่ยังรู้สึกตัวดี: อาบน้ำเย็นหรือแช่น้ำเย็น ช่วยลดอุณหภูมิได้เร็ว (ควรมีคนเฝ้าดูใกล้ชิด ป้องกันหน้ามืด/หมดสติ)
4) จัดท่าพักและเฝ้าระวังการหายใจ/สติสัมปชัญญะ
- ถ้าซึมมากให้ตะแคงเพื่อป้องกันสำลัก
- หากไม่หายใจ/ไม่มีชีพจร ให้เริ่ม CPR ตามความเหมาะสม
5) เรื่องการดื่มน้ำ: ให้เฉพาะกรณีที่ยังรู้สึกตัวดีและกลืนได้
- ให้จิบน้ำเปล่าหรือเครื่องดื่มเกลือแร่ทีละน้อย
- ห้ามกรอกน้ำ หรือให้ดื่มถ้าผู้ป่วยสับสน ซึม หรือมีโอกาสสำลัก
สิ่งที่ไม่ควรทำระหว่างปฐมพยาบาล
- อย่าปล่อยให้นอนพักเฉย ๆ โดยไม่ทำให้ตัวเย็นและไม่โทรขอความช่วยเหลือ
- อย่าให้ยาแก้ไข้ (เช่น พาราเซตามอล/ไอบูโพรเฟน) เพื่อหวังลดอุณหภูมิ เพราะกลไกฮีทสโตรกไม่เหมือนไข้จากการติดเชื้อ และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงในภาวะขาดน้ำ
- อย่าใช้น้ำแข็งถูทั้งตัวแบบรุนแรงหรือแอลกอฮอล์เช็ดตัว เสี่ยงระคายเคืองและไม่ใช่วิธีมาตรฐาน
การรักษาฮีทสโตรกในโรงพยาบาลทำอะไรบ้าง?
เมื่อถึงโรงพยาบาล ทีมแพทย์จะประเมินความรุนแรงและรักษาแบบเร่งด่วน โดยมักประกอบด้วย
- ทำให้ตัวเย็นอย่างมีการเฝ้าระวัง เพื่อให้อุณหภูมิลดลงอย่างปลอดภัย
- ให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ และแก้ไขความผิดปกติของเกลือแร่
- ตรวจเลือด/ปัสสาวะ ประเมินการทำงานของไต ตับ กล้ามเนื้อ (เช่น ภาวะกล้ามเนื้อสลาย) และการแข็งตัวของเลือด
- เฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน เช่น ไตวายเฉียบพลัน หัวใจเต้นผิดจังหวะ ชัก ภาวะเลือดแข็งตัวผิดปกติ
ยิ่งเริ่มลดอุณหภูมิได้เร็ว โอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงยิ่งลดลง
วิธีป้องกันฮีทสโตรกในชีวิตประจำวัน (ทำได้จริง)
1) วางแผนกิจกรรมให้เหมาะกับอากาศ
- หลีกเลี่ยงช่วงแดดแรง (มักราว 10.00–16.00 น.)
- ถ้าจำเป็นต้องทำงานกลางแจ้ง ควรมี “รอบพัก” ในที่ร่มเป็นระยะ
2) ดื่มน้ำสม่ำเสมอ และชดเชยเกลือแร่เมื่อเสียเหงื่อมาก
- ดื่มน้ำก่อนกระหาย ไม่รอให้ปากแห้ง
- หากออกแรงนาน/เหงื่อออกมาก อาจพิจารณาเครื่องดื่มเกลือแร่เพื่อชดเชยโซเดียม (เลือกให้เหมาะสม โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไต/โรคความดันควรปรึกษาแพทย์)
3) แต่งกายให้ระบายอากาศ
- เสื้อผ้าสีอ่อน เนื้อผ้าบาง เบาสบาย
- สวมหมวก/ใช้ร่ม ลดการรับความร้อนจากแดดโดยตรง
4) ระวังเป็นพิเศษใน “กลุ่มเสี่ยง”
- ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ป่วยเรื้อรัง: ควรอยู่ในที่อากาศถ่ายเท มีพัดลมหรือแอร์ และมีคนดูแล
- หลีกเลี่ยงการปล่อยเด็กหรือผู้สูงอายุไว้ในรถที่ปิดกระจกแม้ช่วงเวลาสั้น ๆ
5) สังเกตสัญญาณร่างกายระหว่างออกกำลังกาย
- ถ้าเริ่มเวียนหัว คลื่นไส้ ตะคริว หรือเพลียผิดปกติ ให้หยุดทันที เข้าที่ร่ม และเริ่มทำให้ตัวเย็น
เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์ทันที?
ควรไปโรงพยาบาลหรือโทร 1669 หากมีข้อใดข้อหนึ่ง
- สงสัยฮีทสโตรกและมีสับสน ซึมลง หมดสติ หรือชัก
- ตัวร้อนมากร่วมกับอาการอ่อนเพลียรุนแรง หายใจเร็ว ใจสั่น
- อาเจียนมาก ดื่มน้ำไม่ได้ หรือมีอาการขาดน้ำชัดเจน
- อาการไม่ดีขึ้นหลังพักในที่เย็นและทำให้ตัวเย็นแล้ว 15–30 นาที
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับฮีทสโตรก
1) ฮีทสโตรกต่างจากเพลียแดดยังไง?
เพลียแดดมักยังรู้สึกตัวดี แม้เพลียมากและเหงื่อออกเยอะ แต่ฮีทสโตรกจะมีอาการทางสมอง/ระบบประสาท เช่น สับสน เดินเซ หมดสติ หรือชัก และเป็นภาวะฉุกเฉิน
2) วัดไข้ได้เท่าไหร่ถึงเข้าข่ายฮีทสโตรก?
มักพบอุณหภูมิสูงมาก (ราว ≥ 40°C) แต่การวินิจฉัยสำคัญคืออาการทางระบบประสาทร่วมกับการสัมผัสความร้อน/ออกแรง ไม่ควรรอให้ตัวเลขสูงก่อนค่อยช่วยเหลือ
3) ยังมีเหงื่อออกอยู่ เป็นฮีทสโตรกได้ไหม?
ได้ โดยเฉพาะแบบที่เกิดจากการออกแรง (exertional) ผู้ป่วยบางรายยังเหงื่อออก แต่มีสับสน ซึม หรือหมดสติร่วมด้วย
4) สงสัยฮีทสโตรก ควรให้ดื่มน้ำเกลือแร่ทันทีไหม?
ให้ได้เฉพาะกรณีที่ยังรู้สึกตัวดีและกลืนได้ ควรจิบบ่อย ๆ ทีละน้อย หากซึมหรือสับสน ไม่ควรให้ดื่ม เพราะเสี่ยงสำลัก ให้เร่งทำให้ตัวเย็นและส่งโรงพยาบาล
5) อาบน้ำเย็น/แช่น้ำเย็นช่วยได้จริงหรือไม่?
ช่วยลดอุณหภูมิได้เร็ว โดยเฉพาะกรณีออกแรงแล้วเกิดอาการ แต่ควรทำอย่างปลอดภัย มีคนดูแลใกล้ชิด และไม่ชะลอการไปโรงพยาบาล
6) ฮีทสโตรกอันตรายภายในกี่นาที?
ความรุนแรงขึ้นกับระดับความร้อนและความเร็วในการลดอุณหภูมิ โดยหลักคือยิ่งปล่อยไว้นาน โอกาสเกิดอวัยวะล้มเหลวและเสียชีวิตยิ่งสูง จึงควรเริ่มทำให้ตัวเย็นทันทีและส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว
7) หลังเป็นฮีทสโตรกแล้ว กลับไปออกกำลังกายได้เมื่อไหร่?
ควรให้แพทย์ประเมินก่อน เพราะบางรายมีผลต่อไต กล้ามเนื้อ หรือระบบประสาทชั่วคราว ระยะกลับไปออกกำลังจะแตกต่างกันตามความรุนแรงและผลตรวจ
8) เด็กเล็กและผู้สูงอายุป้องกันฮีทสโตรกอย่างไรให้ได้ผล?
เน้นอยู่ในที่เย็น ดื่มน้ำสม่ำเสมอ ใส่เสื้อผ้าระบายอากาศ และมีคนคอยสังเกตอาการ เพราะสองกลุ่มนี้มักบอกอาการไม่ชัดและปรับตัวต่อความร้อนได้ไม่ดี
สรุป: ฮีทสโตรกป้องกันได้ แต่ต้องรู้เท่าทันและช่วยเหลือให้เร็ว
ฮีทสโตรก คือภาวะฉุกเฉินจากความร้อนที่ทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงและเกิดอาการทางระบบประสาท เช่น สับสน ซึม หมดสติ หรือชัก หัวใจสำคัญคือรีบย้ายเข้าที่ร่ม โทรขอความช่วยเหลือ และทำให้ตัวเย็นทันที พร้อมป้องกันด้วยการดื่มน้ำ พักเป็นระยะ เลี่ยงแดดจัด และดูแลกลุ่มเสี่ยงอย่างใกล้ชิด
หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีอาการเข้าข่ายฮีทสโตรก สามารถเข้ารับการประเมินอาการและคำแนะนำการดูแลอย่างเหมาะสมได้ที่ โรงพยาบาลกรุงไทย เพื่อวางแผนป้องกันและลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนอย่างปลอดภัย