หัวใจเต้นช้า (Bradycardia) อันตรายไหม? เช็กสาเหตุ อาการและวิธีรักษา

หัวใจเต้นช้า

ภาวะหัวใจเต้นช้า เป็นเรื่องที่หลายคนกังวล เพราะบางครั้งอาจเป็นเพียงชีพจรช้าตามธรรมชาติ แต่บางกรณีก็อาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจหรือโรคประจำตัวบางอย่าง บทความนี้จะพาไปรู้จักภาวะหัวใจเต้นช้าแบบเข้าใจง่าย ว่าคืออะไร เกิดจากอะไร อาการแบบไหนที่ไม่ควรมองข้าม และแนวทางตรวจ-รักษาที่เหมาะสม

หัวใจเต้นช้า (Bradycardia) คืออะไร?

หัวใจเต้นช้า (Bradycardia) คือ ภาวะที่หัวใจเต้นช้ากว่าปกติ โดยทั่วไปมักหมายถึงอัตราการเต้นหัวใจขณะพักน้อยกว่า 60 ครั้ง/นาทีในผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตามตัวเลขอย่างเดียวยังไม่พอที่จะสรุปว่าอันตรายหรือไม่ เพราะต้องดูร่วมกับอาการและบริบท เช่น อายุ ระดับความฟิต การใช้ยา และโรคประจำตัว

ชีพจรช้าแบบไหนอาจปกติ?

  • คนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอหรือคนที่เป็นนักกีฬา: มักมีชีพจรขณะพักต่ำได้ (เช่น 45–60 ครั้ง/นาที) เพราะหัวใจบีบตัวมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ช่วงนอนหลับ: อัตราการเต้นหัวใจมักลดลงเป็นเรื่องปกติ

ชีพจรช้าแบบไหนควรระวัง?

  • ชีพจรช้าร่วมกับอาการอื่น: เช่น เวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลม เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก หรือหายใจลำบาก
  • ชีพจรช้าร่วมกับความดันตก: ซึมลง สับสน หรือมีประวัติโรคหัวใจ

ทำไมหัวใจเต้นช้าจึงเกิดขึ้น? สาเหตุหลักและปัจจัยกระตุ้น

ภาวะหัวใจเต้นช้าเกิดได้จากหลายกลุ่มสาเหตุ โดยสรุปมักเกี่ยวข้องกับสัญญาณไฟฟ้าหัวใจที่สร้างช้าลง หรือการนำไฟฟ้าจากห้องบนลงห้องล่างติดขัด

1) ความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจ

  • Sinus node dysfunction หรือ Sick sinus syndrome: จุดกำเนิดสัญญาณหัวใจ (SA node) ทำงานผิดปกติ ทำให้เต้นช้าหรือเต้น ๆ หยุด ๆ
  • Atrioventricular (AV) block: การนำไฟฟ้าจากหัวใจห้องบนไปห้องล่างช้าหรือขาดช่วง ทำให้ชีพจรช้าลง บางระดับอาจอันตราย

2) ยาและสารบางชนิดที่ทำให้หัวใจเต้นช้าลง

ตัวอย่างที่พบได้ (ไม่ใช่รายการทั้งหมด) เช่น

  • ยาลดความดันหรือยาหัวใจบางกลุ่มที่ออกฤทธิ์ชะลอการเต้นหัวใจ
  • ยาบางชนิดที่มีผลต่อการนำไฟฟ้าหัวใจ

ข้อสำคัญ: หากสงสัยว่าเกิดจากยาไม่ควรหยุดยาเอง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อปรับชนิดหรือขนาดยาอย่างปลอดภัย

3) โรคหรือภาวะทางกายที่ทำให้ชีพจรช้า

  • ไทรอยด์ทำงานต่ำ (Hypothyroidism): ทำให้การเผาผลาญต่ำลง ชีพจรช้าลงได้
  • ความผิดปกติของเกลือแร่: เช่น โพแทสเซียมสูงหรือต่ำบางกรณี กระทบการนำไฟฟ้าหัวใจ
  • อุณหภูมิร่างกายต่ำ (Hypothermia): ทำให้การทำงานของหัวใจช้าลง
  • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive sleep apnea): อาจสัมพันธ์กับหัวใจเต้นผิดจังหวะรวมถึงเต้นช้าในบางช่วง
  • ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ โรคหัวใจบางชนิด: หรือผลแทรกซ้อนหลังกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

4) อายุและการเสื่อมของระบบนำไฟฟ้าหัวใจ

ในผู้สูงอายุ ระบบนำไฟฟ้าหัวใจอาจเสื่อมตามวัย ทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นช้าหรือบล็อกได้บ่อยขึ้น

อาการของหัวใจเต้นช้าที่พบบ่อย

บางคนชีพจรช้าแต่ไม่มีอาการ ในขณะที่อีกหลายคนอาจมีอาการเมื่อหัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองและอวัยวะไม่พอ เช่น

  • เวียนศีรษะ หน้ามืด: โดยเฉพาะเวลาเปลี่ยนท่าทางเร็ว
  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย: ทำกิจกรรมได้น้อยลงกว่าปกติ
  • เป็นลม (Syncope): หรือเกือบเป็นลม
  • แน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก: โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจ
  • หายใจไม่อิ่ม: โดยเฉพาะเวลาออกแรง
  • สับสน ซึมลง: มักพบในผู้สูงอายุ หรือกรณีชีพจรช้ามาก
หัวใจเต้นช้า สัญญาณ

หัวใจเต้นช้าอันตรายไหม? เมื่อไรควรไปโรงพยาบาลทันที

ความอันตรายขึ้นกับสาเหตุ ความช้ามากน้อย อาการ ความเสถียรของความดันและการไหลเวียนเลือด

สัญญาณอันตรายที่ควรไปโรงพยาบาล

  • เป็นลม หมดสติ: หรือมีอาการเกือบเป็นลมซ้ำๆ
  • เจ็บหน้าอกรุนแรง: แน่นหน้าอก หายใจลำบากมาก
  • สับสน ซึมลง: พูดไม่รู้เรื่อง
  • ชีพจรช้ามากผิดปกติร่วมกับความดันตก: มือเท้าเย็น เหงื่อแตก
  • ผู้ที่มีโรคหัวใจเดิม: แล้วมีอาการใหม่เกิดขึ้นชัดเจน

ตรวจวินิจฉัยหัวใจเต้นช้าอย่างไร?

แพทย์มักเริ่มจากประเมินอาการ ชีพจร ความดัน ประวัติยา และตรวจร่างกาย จากนั้นอาจพิจารณาการตรวจเพิ่มเติม เช่น

  • คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG หรือ EKG): ช่วยดูชนิดของหัวใจเต้นช้า เช่น ไซนัสช้า หรือ AV block
  • Holter monitor (บันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 24–48 ชม.): เหมาะเมื่ออาการเป็นๆ หายๆ อยากจับจังหวะที่ผิดปกติ
  • Event monitor เครื่องบันทึกระยะยาว: กรณีอาการเกิดไม่บ่อย
  • Exercise stress test: ดูการตอบสนองของหัวใจต่อการออกแรง บางคนอาจมีภาวะหัวใจเร่งไม่ขึ้น
  • ตรวจเลือด: เช่น ฮอร์โมนไทรอยด์ เกลือแร่ การทำงานของไต ฯลฯ ตามดุลยพินิจแพทย์

วิธีรักษาและดูแลภาวะหัวใจเต้นช้าอย่างถูกต้อง

แนวทางรักษาจะยึดสาเหตุและระดับความรุนแรงเป็นหลัก ไม่ใช่รักษาจากตัวเลขชีพจรอย่างเดียว

1) หากไม่อันตรายและไม่มีอาการ ให้เฝ้าระวังและปรับพฤติกรรม

แพทย์อาจนัดติดตามเป็นระยะ พร้อมคำแนะนำ เช่น

  • สังเกตอาการร่วม เวียนหัว เป็นลม เหนื่อยง่ายผิดปกติ
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ และพักผ่อนให้พอ เพราะภาวะขาดน้ำหรือนอนน้อยอาจทำให้หน้ามืดร่วมได้
  • เลี่ยงแอลกอฮอล์มากเกิน และสารกระตุ้นที่ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะในบางคน

2) หากเกี่ยวข้องกับยา ควรปรับยาภายใต้แพทย์ดูแล

  • แพทย์จะประเมินว่าอาการสัมพันธ์กับยาหรือไม่ และพิจารณาลดขนาดหรือเปลี่ยนชนิดยาอย่างเหมาะสม
  • ผู้ป่วยไม่ควรปรับยาเอง เพราะอาจทำให้ความดันหรือโรคหัวใจกำเริบ

3) รักษาโรคต้นเหตุ

  • ไทรอยด์ต่ำ: รักษาตามมาตรฐานและติดตามระดับฮอร์โมน
  • เกลือแร่ผิดปกติ: แก้ไขสาเหตุและปรับสมดุลอย่างปลอดภัย
  • สงสัยหยุดหายใจขณะหลับ: ประเมินการนอน และรักษาเพื่อลดผลต่อหัวใจในระยะยาว

4) กรณีระบบไฟฟ้าหัวใจผิดปกติชัดเจนและมีอาการมาก อาจพิจารณาเครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker)

ในผู้ป่วยบางราย เช่น AV block ระดับสูง หรือ sick sinus ที่มีอาการเป็นลม เหนื่อยมาก แพทย์อาจแนะนำเครื่องกระตุ้นหัวใจถาวร (Pacemaker) เพื่อช่วยให้หัวใจเต้นในอัตราที่เหมาะสมและลดอาการ

หมายเหตุ: การตัดสินใจใส่ pacemaker จะขึ้นกับผลตรวจ ชนิดความผิดปกติ และความเสี่ยงรายบุคคล

ข้อควรระวังและสิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อมีภาวะหัวใจเต้นช้า

  • อย่าหยุดยาเอง: โดยเฉพาะยาความดัน ยาหัวใจ หรือยาที่แพทย์สั่งประจำ ควรให้แพทย์เป็นผู้ประเมินและปรับ
  • อย่ามองข้ามอาการเป็นลม เจ็บหน้าอก หรือหอบเหนื่อย: แม้ชีพจรจะไม่ได้ต่ำมาก เพราะอาจมีโรคร่วมอื่น
  • อย่าพึ่งพาอุปกรณ์วัดชีพจรอย่างเดียว: พิจารณาการใช้งานสมาร์ตวอทช์หรือเครื่องวัดปลายนิ้ว หากมีอาการ ควรตรวจด้วย ECG เพื่อยืนยัน
  • หลีกเลี่ยงการออกแรงหนักทันที หากมีอาการหน้ามืดหรือหมดแรงง่าย ควรประเมินก่อนกลับไปออกกำลังกายเต็มที่

คำถามที่พบบ่อย (Q&A)

Q : หัวใจเต้นช้ากว่า 60 ครั้ง/นาที แปลว่าผิดปกติเสมอไหม?

ไม่เสมอไป บางคนโดยเฉพาะคนออกกำลังกายสม่ำเสมอหรือช่วงนอนหลับอาจชีพจรต่ำได้โดยไม่มีอันตราย แต่ถ้ามีอาการเวียนหัว เป็นลม เหนื่อยง่าย ควรพบแพทย์

Q : หัวใจเต้นช้าแล้วเวียนหัว ควรทำอย่างไรเบื้องต้น?

ให้นั่งหรือนอนในที่ปลอดภัย ดื่มน้ำถ้าไม่คลื่นไส้ และหลีกเลี่ยงการลุกเร็ว หากอาการไม่ดีขึ้น เป็นลม เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก หรือเป็นซ้ำบ่อย ควรไปโรงพยาบาล

Q : หัวใจเต้นช้าเกิดจากความเครียดได้ไหม?

ความเครียดมักทำให้หัวใจเต้นเร็วมากกว่า แต่บางคนอาจมีการตอบสนองของระบบประสาทอัตโนมัติที่ทำให้หน้ามืด ใจเต้นช้าลงชั่วคราวได้ อย่างไรก็ตามควรแยกจากสาเหตุทางหัวใจหรือยาที่ใช้อยู่

Q : ยาลดความดันทำให้หัวใจเต้นช้าได้หรือไม่?

ยาบางกลุ่มอาจทำให้อัตราการเต้นหัวใจลดลงได้ หากมีชีพจรช้าร่วมอาการ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินและปรับยาอย่างเหมาะสม ไม่ควรหยุดยาเอง

Q : ต้องตรวจอะไรถึงจะรู้ว่าเป็น AV block หรือ sick sinus?

การตรวจหลัก คือ คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) และอาจต้องใช้ Holter หรือเครื่องบันทึกจังหวะหัวใจระยะยาว หากอาการเกิดเป็นๆ หายๆ เพื่อจับช่วงที่ผิดปกติ

Q : หัวใจเต้นช้าเกี่ยวข้องกับไทรอยด์ต่ำอย่างไร?

ไทรอยด์ต่ำทำให้การเผาผลาญของร่างกายลดลง ส่งผลให้ชีพจรช้าลงได้ การตรวจเลือดดูฮอร์โมนไทรอยด์ช่วยยืนยัน และการรักษาไทรอยด์ต่ำมักช่วยให้อาการดีขึ้นตามความเหมาะสม

Q : หัวใจเต้นช้าแบบไม่มีอาการ ต้องรักษาไหม?

หลายกรณีอาจไม่ต้องรักษาแบบเฉพาะเจาะจง แต่อาจต้องติดตาม และประเมินความเสี่ยงตามอายุ โรคประจำตัว และผล ECG โดยแพทย์

Q : ใส่ pacemaker แล้วหายขาดไหม?

Pacemaker ช่วยให้หัวใจเต้นในอัตราที่เหมาะสมและลดอาการจากจังหวะเต้นช้าในผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ แต่ยังต้องติดตามอาการ โรคร่วม และตรวจเช็กอุปกรณ์ตามนัดสม่ำเสมอ

สรุป หัวใจเต้นช้า ควรประเมินอาการและสาเหตุมากกว่าดูตัวเลขอย่างเดียว

ภาวะหัวใจเต้นช้าอาจเป็นได้ตั้งแต่เรื่องปกติในบางคน ไปจนถึงความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจหรือผลจากยาและโรคประจำตัว จุดสำคัญคือการสังเกตอาการร่วม และตรวจให้ถูกต้องด้วย ECG และการประเมินของแพทย์ เมื่อมีสัญญาณอันตราย เช่น เป็นลม เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก หรือซึมลง ควรรีบไปโรงพยาบาล

หากคุณมีอาการสงสัยหัวใจเต้นช้า หรือต้องการประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ สามารถเข้ารับคำปรึกษาและตรวจประเมินได้ที่ โรงพยาบาลกรุงไทย เพื่อวางแผนการดูแลที่เหมาะกับคุณอย่างปลอดภัย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สารบัญ

แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง