ไข้เลือดออก ภัยใกล้ตัวจากยุงลาย

โรคไข้เลือดออก

ไข้เลือดออกเป็นโรคที่เราคุ้นเคยกันดี เพราะไข้เลือดออกเป็นโรคที่อยู่ประจำประเทศเขตร้อนอย่างประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ในแต่ละปีคนไทยป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกจำนวนมากโดยสถิติของปี 2565 จากกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้รายงานผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกมีจำนวนราว 40,000 คน คร่าชีวิตไปมากถึง 27 คน และสถิติจำนวนผู้ป่วยนี้เพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปี ซึ่งเป็นแนวโน้มที่น่ากังวลเป็นอย่างมาก นอกจากนี้กลุ่มผู้ป่วยที่พบว่ามีความเสี่ยงต่อโรคไข้เลือดออกมากที่สุดคือ กลุ่มเด็ก ๆ ซึ่งทำให้สถานการณ์ของโรคยิ่งน่ากังวลมากขึ้น

สารบัญ

ไข้เลือดออก คืออะไร?

ไข้เลือดออก (dengue hemorrhagic fever; DHF)  เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า (dengue virus (อ่านว่า เดงกีไวรัส และย่อเป็น DENV) โดยชื่อโรคที่เรียกว่า ไข้เลือดออก นั้นมาจากอาการเด่นของโรคที่จะทำให้เป็นไข้สูง และมีจุดเลือดออกที่ผิวหนัง โดยเป็นจุดแดงขนาดเล็ก กระจายไปทั่วตามลำตัวและแขนขา

ไข้เลือดออกติดต่อได้ไหม?

ไข้เลือดออกเป็นโรคติดต่อชนิดหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามไข้เลือดออกไม่สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้โดยตรง การแพร่เชื้อของไข้เลือดออกจะต้องอาศัยยุงเป็นตัวกลางโดยเฉพาะยุงลาย เป็นพาหะนำโรค ด้วยลักษณะการแพร่ระบาดเช่นนี้ ยุงจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดวงจรการติดต่อของโรคไข้เลือดออก กรณียกเว้นที่ไข้เลือดออกจะติดต่อจากคนสู่คนได้ คือ การแพร่จากหญิงตั้งครรภ์สู่ทารกในครรภ์

สาเหตุของโรคไข้เลือดออก

ไข้เลือดออกเกิดจากการติดเชื้อไวรัสไข้เลือดออกจากยุงลายที่มีเชื้อไวรัสอยู่  โดยปัจจุบันมีเชื้อไวรัสไข้เลือดออกทั้งหมด 4 สายพันธุ์ ได้แก่ DENV-1, DENV-2, DENV-3 และ DENV-4 ซึ่งในประเทศไทยพบการระบาดทุกสายพันธุ์ แต่จะแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ 

โดยการแพร่ระบาดจะเกิดจากยุงลายดูดเลือดจากคนที่ติดเชื้อไวรัสไข้เลือดออก ทำให้เชื้อไวรัสไข้เลือดออกเข้าไปในตัวยุง ซึ่งไวรัสนี้สามารถเพิ่มจำนวนได้ในตัวยุง แล้วย้ายไปอยู่ที่ต่อมน้ำลายของยุง หลังจากนั้นเมื่อยุงดูดเลือดไวรัสไข้เลือดออกก็จะออกมาพร้อมกับน้ำลายของยุงเข้าสู่คนที่ถูกยุงกัด ทำให้เกิดการติดเชื้อต่อไป ยุงที่ได้รับเชื้อไวรัสไข้เลือดออกแล้ว จะสามารถแพร่เชื้อต่อไปได้เรื่อย ๆ ตลอดอายุขัยของมัน ทำให้ยุงหนึ่งตัว สามารถแพร่กระจายเชื้อไปได้ทั่วชุมชน โดยยุงที่สามารถนำเชื้อไวรัสไข้เลือดออกได้ดี คือ ยุงลาย โดยในประเทศไทยพบยุงลายอยู่ 2 สายพันธุ์ คือ ยุงลายบ้าน กับยุงลายสวน ซึ่งนอกจากโรคไข้เลือดออกแล้ว ยุงลายยังเป็นพาหะของไวรัสก่อโรคชิคุนกุนยา ไวรัสซิก้า และอีกหลายสิบโรคในพื้นที่เขตร้อนอื่น ๆ ทั่วโลก 

อาการของไข้เลือดออก

ผู้ติดเชื้อไวรัสไข้เลือดออกเป็นครั้งแรก ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการหรือในบางรายมีอาการเพียงเล็กน้อย แต่การติดเชื้อครั้งที่ 2 โดยเชื้อต่างสายพันธ์จะพัฒนาไปสู่โรคไข้เลือดออก (Dengue hemorrhagic fever: DHF) ซึ่งอาการไข้เลือดออกแบ่งได้เป็นระยะต่าง ๆ คือ

ไข้เลือดออกระยะฟักตัว (Incubation Period)

ไข้เลือดออกมีระยะฟักตัวประมาณ 4–10 วันหลังจากได้รับเชื้อไวรัส โดยในช่วงนี้ไวรัสไข้เลือดออกจะเพิ่มจำนวนในเลือดโดยยังไม่ทำให้เกิดอาการป่วย แต่ผู้ติดเชื้อในระยะนี้ก็สามารถแพร่เชื้อไวรัสได้แล้วหากถูกยุงกัด

ไข้เลือดออกระยะไข้สูง (Febrile Phase)

อาการในระยะนี้ผู้ป่วยจะมีไข้สูง 2–7 วัน โดยมักจะมีอาการ 

  • ไข้สูง (40°C)
  • ปวดหัวปวดตามาก
  • ปวดข้อและกล้ามเนื้อ
  • คลื่นไส้อาเจียน
  • ต่อมน้ำเหลืองโต
  • ผื่นแดงจุดเลือดออกตามลำตัว แขน ขา

ไข้เลือดออกระยะวิกฤต (Critical Phase)

ระยะวิกฤตเป็นระยะที่ไข้เริ่มลดลง แต่เป็นระยะที่ต้องเฝ้าระวัง เสี่ยงต่อภาวะช็อกเนื่องจากอาจมีเลือดออกที่อวัยวะภายใน ระยะนี้มักเกิดขึ้นในระยะเวลา 24-48 ชั่วโมง อาการของระยะนี้มักเกิดหลังจากที่ไข้ลดลงแล้ว ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายเพราะเสี่ยงเสียชีวิตได้ อาการที่พบได้ ได้แก่

  • อาเจียนซ้ำ ๆ โดยไม่ดีขึ้นหลังจากรับประทานยา
  • หายใจเร็ว 
  • มีเลือดกำเดาไหล หรือเลือดออกตามไรฟัน 
  • อ่อนเพลียมาก
  • กระสับกระส่าย
  • อาเจียนหรือถ่ายเป็นเลือด
  • หิวน้ำมาก
  • มือเท้าเย็น
  • ปัสสาวะออกน้อย
  • ปวดท้องอย่างรุนแรง โดยเฉพาะบริเวณใต้ชายโครงขวา
  • ความดันเลือดต่ำในผู้ที่มีอาการรุนแรง
  • ภาวะช็อก หรือเสียชีวิตได้

หากผู้ป่วยมีอาการเหล่านี้ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด

ไข้เลือดออกระยะฟื้นตัว (Recovery Phase)

ระยะฟื้นตัวเป็นระยะที่อาการต่าง ๆ เริ่มดีขึ้น ร่างกายจะค่อย ๆ ฟื้นตัว ตามลำดับ เป็นระยะที่มีความปลอดภัย อาการที่บ่งบอกว่าเริ่มเข้าสู่ระยะฟื้นตัว ได้แก่

  • ไข้ลดลง
  • ความดันเลือดกลับมาเป็นปกติ
  • ชีพจรกลับมาเป็นปกติ
  • รู้สึกอยากรับประทานอาหาร 
  • ปัสสาวะมากขึ้น 
  • อาจยังมีผื่นแดงและจุดเลือดออกเล็ก ๆ เหลืออยู่ในผู้ป่วยบางราย 
  • ผู้ป่วยไข้เลือดออกอาจยังรู้สึกอ่อนล้าไปได้อีกหลายสัปดาห์ แต่อาการต่าง ๆ จะค่อยหายไปจนเป็นปกติ
อาการของไข้เลือดออก

การวินิจฉัยไข้เลือดออก

การวินิจฉัยโรคไข้เลือดออกใช้เกณฑ์จากอาการสำคัญของโรค คือ มีไข้สูงร่วมกับมีเลือดออกง่าย นอกจากนั้น อาจยืนยันการวินิจฉัยโดยการตรวจเลือดพบเกล็ดเลือดต่ำ เลือดข้นขึ้น หรือการพบเชื้อไวรัสในเลือด อย่างไรก็ตาม โรคไข้เลือดออกมีความยากในการวินิจฉัย เนื่องจากในช่วง 1-2 วันแรกที่เริ่มมีไข้สูง มักจะยังไม่มีจุดเลือดออก ผลเลือดก็มักจะยังปกติ ทำให้ต้องรอสังเกตอาการและเจาะเลือดซ้ำในวันถัด ๆ ไปจนกว่าอาการจะดีขึ้น ดังนั้นหากสงสัยหรือมีอาการคล้ายไข้เลือดออกจึงควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อป้องกันอาการรุนแรง

การรักษาไข้เลือดออก

ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสที่จำเพาะกับไวรัสไข้เลือดออก การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการเพื่อประคับประคองโดยมีแนวทางดังนี้

  • ในระยะที่มีไข้สูง ควรให้ผู้ป่วยรับประทานยาลดไข้พาราเซตามอลเท่านั้น  ห้าม! ใช้ยาลดไข้กลุ่มแอสไพริน (aspirin), ไอบูโพรเฟน (ibuprofen), หรือยาแก้อักเสบอื่น ๆ เช่น ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (หรือ NSAIDs) เพราะทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหาร ทำให้เลือดออกง่ายขึ้น เกล็ดเลือดทำงานได้น้อยลง อาจทำให้อาการของโรครุนแรงมากขึ้นได้  
  • ในระยะไข้สูงในเด็กจำเป็นต้องให้ยาลดไข้ร่วมกับการเช็ดตัวลดไข้บ่อย ๆ เพื่อป้องกันอาการชักจากไข้สูง
  • หากมีอาการคลื่นไส้อาเจียน สามารถทานยาแก้อาเจียนได้ และควรให้ผู้ป่วยดื่มน้ำผลไม้หรือเกลือแร่เพื่อชดเชยน้ำที่เสียไป เพื่อป้องกันการขาดน้ำ
  • สังเกตอาการเพื่อป้องกันภาวะช็อก โดยระยะที่มีความเสี่ยงมากที่สุดมักเป็นช่วงที่ไข้เริ่มลดลง ผู้ป่วยหรือผู้ดูแลควรเช็กอาการบ่งชี้ ได้แก่ ปัสสาวะน้อยลงหรืออาจไม่มีเลย ปวดท้อง มือเท้าเย็น หน้ามืด รู้สึกกระสับกระส่าย หรืออาจซึมลง หากมีอาการเหล่านี้ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด

ไข้เลือดออกกี่วันหาย?

โดยทั่วไป ผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกหากมีอาการไม่มาก อาการป่วยก็มักจะหายได้ใน 7-14 วันหลังจากที่เริ่มมีอาการ สิ่งสำคัญคือผู้ป่วยจะต้องระวังไม่ให้โดนยุงกัด เพราะจะเป็นการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นต่อไปได้

การป้องกันไข้เลือดออก

ยุงคือพาหะของการระบาดของไวรัสไข้เลือดออก ดังนั้นการทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงและระมัดระวังไม่ให้ถูกยุงกัด จึงเป็นวิธีการป้องกันโรคที่ดีที่สุด โดยวิธีการป้องกันโรคไข้เลือดออกมีดังนี้

  • การกำจัดยุง และแหล่งเพาะพันธุ์ยุงในบริเวณบ้านและในชุมชน ด้วยการปิดฝาภาชนะที่มีน้ำขังป้องกันไม่ให้ยุงเข้าไปวางไข่ และเปลี่ยนน้ำในภาชนะที่ฝาเปิด เช่น ในกระถางไม้น้ำต่าง ๆ  ทุกสัปดาห์
  • ในระดับสาธารณสุขชุมชนควรมีการฉีดพ่นยาเพื่อกำจัดยุงในพื้นที่มีการระบาดของโรคไข้เลือดออก 
  • การป้องกันไม่ให้ยุงกัด โดยการติดมุ้งลวดไม่ให้ยุงเข้ามาภายในบ้าน การนอนกางมุ้ง การใช้ยาจุดกันยุง การทายากันยุง การใส่เสื้อผ้าแขนยาวขายาว เป็นต้น 
  • การฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก ในปัจจุบันประเทศไทยมีวัคซีนอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน คือ
    • ชนิดที่ 1 เหมาะสำหรับผู้ที่เคยติดเชื้อไวรัสไข้เลือดออกมาก่อนที่มีอายุ 6-45 ปี โดยจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อซ้ำที่มีอาการรุนแรง
    • ชนิดที่ 2 สามารถฉีดได้ในผู้ที่มีอายุ 4-60 ปี โดยไม่จำเป็นต้องมีประวัติการติดเชื้อไวรัสไข้เลือดออก 
การป้องกันไข้เลือดออก

สรุป

ไข้เลือดออกเป็นภัยร้ายใกล้ตัวที่มากับยุง ปัญหาโรคไข้เลือดออกจึงมีทั้งด้านที่เป็นการแพทย์และด้านสิ่งแวดล้อมในชุมชน การป้องกันไข้เลือดออกจึงต้องทำอย่างทั่วถึงทั้งในระดับบุคคล และระดับสิ่งแวดล้อมในชุมชน เพื่อให้ทุกคนและโดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็ก ๆ ในสังคมปลอดภัยจากโรคไข้เลือดออก

แพ็คเกจที่เกี่ยวข้อง

No data was found

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สารบัญ

แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง